ลูกชอบเอามือเข้าปาก: ควรดูแลอย่างไร ? - บทความโดยแพทย์
อัพเดทล่าสุด: 6 ม.ค. 2026
26 ผู้เข้าชม

บทความโดย
อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล
กุมารแพทย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในพฤติกรรมที่พบบ่อยในทารกคือการเอามือเข้าปาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ทารกใช้ปากสำรวจสิ่งรอบตัว คล้ายกับการใช้มือของผู้ใหญ่ในการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการเคี้ยวและดูด ซึ่งช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อปากและเตรียมพร้อมสำหรับการรับประทานอาหารแข็งในอนาคต
ทำไมลูกชอบเอามือเข้าปาก?
1. พัฒนาการทางประสาทสัมผัส (Oral Exploration)
1. รักษาความสะอาดของมือเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูก
อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล
กุมารแพทย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในพฤติกรรมที่พบบ่อยในทารกคือการเอามือเข้าปาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ทารกใช้ปากสำรวจสิ่งรอบตัว คล้ายกับการใช้มือของผู้ใหญ่ในการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการเคี้ยวและดูด ซึ่งช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อปากและเตรียมพร้อมสำหรับการรับประทานอาหารแข็งในอนาคต
ทำไมลูกชอบเอามือเข้าปาก?
1. พัฒนาการทางประสาทสัมผัส (Oral Exploration)
- ทารกแรกเกิดมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติในการดูด (Sucking Reflex) และค้นหาหัวนมแม่เพื่อรับนม
- การนำมือเข้าปากเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Sensory Integration ช่วยให้ทารกเข้าใจโลกผ่านการสัมผัสทางปาก
- การดูดนิ้วหรือมือช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
- ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (Endorphins) อาจถูกปล่อยออกมาขณะดูด ทำให้รู้สึกสงบและสบายตัว
- ทารกบางคนเริ่มมีอาการคันเหงือกและเจ็บเหงือกตั้งแต่อายุ 3-6 เดือน
- น้ำลายไหลมากขึ้น และมีอาการหงุดหงิดร่วมกับการชอบกัดของเล่นหรือมือของตัวเอง
- เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทารกพัฒนาการควบคุมกล้ามเนื้อปาก
- การทำซ้ำพฤติกรรมนี้ช่วยพัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างตา มือ และปาก
1. รักษาความสะอาดของมือเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูก
- ควรล้างมือของลูกเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ที่อ่อนโยน ปราศจากสารเคมีรุนแรง
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว
- เลือกสูตรที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ มีค่า pH balanced ที่เหมาะสม อ่อนโยนต่อผิวเด็ก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว
- ควรเลือกทิชชู่แห้งที่ทำจากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายจากพืชไฟเบอร์ 100% ซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ไม่เป็นขุย และไม่ฉีกขาดง่าย
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารเคมีเติมแต่งหรือสารเรืองแสง เพื่อป้องกันการระคายเคือง
- สามารถใช้ทำความสะอาดมือและปากได้อย่างปลอดภัย รวมถึงสามารถสัมผัสอาหารได้โดยตรง
- ใช้ผ้าหรือทิชชู่ที่ปลอดภัยต่อเด็กเช็ดทำความสะอาดของเล่นที่ลูกชอบนำเข้าปากเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงของเล่นที่มีสารเคมีหรือสีที่อาจละลายได้เมื่อสัมผัสน้ำลาย
- หากลูกมีอาการน้ำลายไหลมากเกินไป ร้องไห้บ่อย หรือมีผื่นรอบปาก พาไปปรึกษากุมารแพทย์
- หากพบว่าลูกเอาสิ่งของเข้าปากบ่อยจนเกินไป ควรตรวจสอบว่าเป็นพฤติกรรมปกติหรือสัญญาณของภาวะขาดธาตุอาหารบางชนิด เช่น ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมชอบเคี้ยวสิ่งของที่ไม่ใช่อาหาร
สรุป
การเอามือเข้าปากของทารกเป็นพัฒนาการที่ปกติ แต่พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อเด็ก เช่น ทิชชู่เปียกและทิชชู่แห้งที่ปราศจากสารเคมีอันตราย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการระคายเคืองและช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างปลอดภัย การดูแลสุขอนามัยที่ดีเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ลูกเติบโตแข็งแรงและปลอดภัยในทุกพัฒนาการ
บทความที่เกี่ยวข้อง
การปล่อยให้ลูกน้อยได้ กินอาหารด้วยตนเอง แม้จะเต็มไปด้วยเศษอาหารบนโต๊ะ หน้าเสื้อ หรือแม้แต่พื้นบ้าน เป็นมากกว่าความวุ่นวายของมื้ออาหาร
6 ม.ค. 2026
ฝึกลูก เลิกแพมเพิส (Toilet Training) เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของพัฒนาการเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ปี) โดยทั่วไป เด็กมักจะเริ่มมีความพร้อมในการฝึกเลิกผ้าอ้อมระหว่างอายุ 18–24 เดือน แต่เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรสังเกตสัญญาณความพร้อมและไม่เร่งรัด เพราะ
21 ส.ค. 2025
เนื่องจากต่อมน้ำลายเริ่มทำงานมากขึ้น บางคนจะน้ำลายไหลออกมาจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม บริเวณลำคอ และหน้าอก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของพัฒนาการเด็ก แต่ถ้าไม่ได้ดูแลอย่างเหมาะสมก็อาจทำให้ผิวลูกน้อยระคายเคืองหรืออักเสบ
21 ส.ค. 2025


