ลูกชอบเอามือเข้าปาก: ควรดูแลอย่างไร ? - บทความโดยแพทย์
อัพเดทล่าสุด: 23 ก.พ. 2026
282 ผู้เข้าชม

บทความโดย
อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล
กุมารแพทย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในพฤติกรรมที่พบบ่อยในทารกคือการเอามือเข้าปาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ทารกใช้ปากสำรวจสิ่งรอบตัว คล้ายกับการใช้มือของผู้ใหญ่ในการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการเคี้ยวและดูด ซึ่งช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อปากและเตรียมพร้อมสำหรับการรับประทานอาหารแข็งในอนาคต
ทำไมลูกชอบเอามือเข้าปาก?
1. พัฒนาการทางประสาทสัมผัส (Oral Exploration)
1. รักษาความสะอาดของมือเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูก
อ.พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล
กุมารแพทย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในพฤติกรรมที่พบบ่อยในทารกคือการเอามือเข้าปาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ทารกใช้ปากสำรวจสิ่งรอบตัว คล้ายกับการใช้มือของผู้ใหญ่ในการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการเคี้ยวและดูด ซึ่งช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อปากและเตรียมพร้อมสำหรับการรับประทานอาหารแข็งในอนาคต
ทำไมลูกชอบเอามือเข้าปาก?
1. พัฒนาการทางประสาทสัมผัส (Oral Exploration)
- ทารกแรกเกิดมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติในการดูด (Sucking Reflex) และค้นหาหัวนมแม่เพื่อรับนม
- การนำมือเข้าปากเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Sensory Integration ช่วยให้ทารกเข้าใจโลกผ่านการสัมผัสทางปาก
- การดูดนิ้วหรือมือช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
- ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (Endorphins) อาจถูกปล่อยออกมาขณะดูด ทำให้รู้สึกสงบและสบายตัว
- ทารกบางคนเริ่มมีอาการคันเหงือกและเจ็บเหงือกตั้งแต่อายุ 3-6 เดือน
- น้ำลายไหลมากขึ้น และมีอาการหงุดหงิดร่วมกับการชอบกัดของเล่นหรือมือของตัวเอง
- เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทารกพัฒนาการควบคุมกล้ามเนื้อปาก
- การทำซ้ำพฤติกรรมนี้ช่วยพัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างตา มือ และปาก
1. รักษาความสะอาดของมือเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูก
- ควรล้างมือของลูกเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ที่อ่อนโยน ปราศจากสารเคมีรุนแรง
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว
- เลือกสูตรที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ มีค่า pH balanced ที่เหมาะสม อ่อนโยนต่อผิวเด็ก ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิว
- ควรเลือกทิชชู่แห้งที่ทำจากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายจากพืชไฟเบอร์ 100% ซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ไม่เป็นขุย และไม่ฉีกขาดง่าย
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารเคมีเติมแต่งหรือสารเรืองแสง เพื่อป้องกันการระคายเคือง
- สามารถใช้ทำความสะอาดมือและปากได้อย่างปลอดภัย รวมถึงสามารถสัมผัสอาหารได้โดยตรง
- ใช้ผ้าหรือทิชชู่ที่ปลอดภัยต่อเด็กเช็ดทำความสะอาดของเล่นที่ลูกชอบนำเข้าปากเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงของเล่นที่มีสารเคมีหรือสีที่อาจละลายได้เมื่อสัมผัสน้ำลาย
- หากลูกมีอาการน้ำลายไหลมากเกินไป ร้องไห้บ่อย หรือมีผื่นรอบปาก พาไปปรึกษากุมารแพทย์
- หากพบว่าลูกเอาสิ่งของเข้าปากบ่อยจนเกินไป ควรตรวจสอบว่าเป็นพฤติกรรมปกติหรือสัญญาณของภาวะขาดธาตุอาหารบางชนิด เช่น ภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมชอบเคี้ยวสิ่งของที่ไม่ใช่อาหาร
สรุป
การเอามือเข้าปากของทารกเป็นพัฒนาการที่ปกติ แต่พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อเด็ก เช่น ทิชชู่เปียกและทิชชู่แห้งที่ปราศจากสารเคมีอันตราย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการระคายเคืองและช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างปลอดภัย การดูแลสุขอนามัยที่ดีเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ลูกเติบโตแข็งแรงและปลอดภัยในทุกพัฒนาการ
บทความที่เกี่ยวข้อง
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า“หัวทุย” มีศีรษะที่สวยกลมได้รูป ซึ่งการดูแลศีรษะลูกน้อยในช่วงแรกเกิดจนถึงขวบปีแรกก็สำคัญ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่กะโหลกศีรษะของเด็กทารกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากดูแลไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ หัวแบน หรือแม้กระทั่ง หัวเบี้ยว ได้
6 ส.ค. 2025
ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคเข้าสู่ร่างกาย หากได้รับเชื้อไวรัสนี้อาจจะทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา และในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรงส่งผลให้เกิดอาการเลือดออกภายในร่างกาย มีภาวะช็อค ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ปัจจุบันแนะนำการป้องกันโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
9 เม.ย. 2025
การดูแลทารกและเด็กเล็กอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยครั้ง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ผื่นผ้าอ้อม (diaper rash) หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังซึ่งมักเกิดจากความอับชื้น การใช้แผ่นรองกันปัสสาวะจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างสุขอนามัย และลดภาระของผู้ดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ
30 มิ.ย. 2025


