Share

4 วิธีรับมือเมื่อลูกร้องตะเบ็งเสียง ไม่ยอมหยุด

Last updated: 18 Apr 2025
6950 Views
ลูกร้องตะเบ็งเสียง
อาการร้องไห้ของทารกแรกเกิด 3 เดือน
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทารกกำลังปรับตัวกับโลกภายนอก เสียงร้องเป็นการสื่อสารเพียงอย่างเดียวที่พวกเขาทำได้ บางครั้งทารกอาจร้องเสียงดังโดยที่คุณหาสาเหตุไม่เจอ อาจเป็นเพราะ:

กำลังหิว
ต้องการความอบอุ่น
ผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก
เหนื่อยแต่นอนไม่หลับ
ต้องการให้อุ้ม

อาการร้องไห้ของทารกวัย 3-6 เดือน 
ทารกเริ่มรับรู้สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ว่าเสียงร้องของตนเองสามารถดึงดูดความสนใจได้ และอาจเริ่มร้องไห้ด้วยเหตุผลที่หลากหลายขึ้น  อาจเป็นเพราะ:

ความเบื่อหน่าย
ความไม่สบายตัว
ฟันกำลังขึ้น
ต้องการความสนใจ

อาการร้องไห้ของทารกวัย 6-12 เดือน 
ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ทารกเริ่มมีพัฒนาการด้านอารมณ์และการเรียนรู้สูงมาก เริ่มรู้ว่าการร้องไห้สามารถ ใช้ควบคุมสถานการณ์ ได้ 

ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แค่ร้องเฉยๆ 
ต้องการควบคุมสถานการณ์ หรือ เรียกให้สนใจเขา
วิตกกังวลเมื่อพ่อแม่จากไป
กลัวคนแปลกหน้า
อาการร้องไห้ของทารกวัย วัย 1 ขวบขึ้นไป
เด็กวัยนี้เริ่มพัฒนาความเป็น ตัวของตัวเอง ต้องการเลือกเอง และเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยที่เรียกว่า วัยทองของเด็ก (Terrible Two) การร้องไห้ในวัยนี้จึงอาจเกิดจาก:

ต้องการแสดงความเป็นอิสระ
ไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้ชัดเจน
หงุดหงิดเพราะร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลง อาจจะทำให้ขยับตัวไม่คล่องดั่งใจ


วิธีรับมือเมื่อลูกร้องตะเบ็งเสียง
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงร้องที่ไม่หยุดของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่แทบจะเดินไปทุกที่พร้อมกับเสียงกรีดร้องติดหูไปด้วย หากเกิดแบบนี้ขึ้นมาจะต้องรับมือยังไงดีละ? 

ขั้นแรก คือ เช็คลูกให้ชัวร์ก่อน 
เด็กก็เหมือนกับผู้ใหญ่เรานี่แหละค่ะ เวลาหิว ร้อน หรือรู้สึกไม่สบายตัว มักจะหงุดหงิดเป็นธรรมดา มาลองไล่เช็กทีละอย่างกันก่อนนะคะ เพราะบ่อยครั้งสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวเล็กร้อง อาจเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เลยค่ะ

หิวหรือเปล่า? ถ้าเวลามื้อล่าสุดผ่านไปสักพักแล้ว ลองให้นมดูค่ะ บางทีแค่ท้องร้องเบาๆ เขาก็ส่งเสียงดังแล้วนะ
ผ้าอ้อมเปียกไหม? ความเปียกชื้นเล็กๆ ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้มากกว่าที่เราคิด
ร้อนหรือหนาวไปหรือเปล่า? ลองเช็กอุณหภูมิห้อง หรือจับตัวลูกดูว่าเหงื่อออกไหม หรือมือเท้าเย็นเกินไป
ง่วงแต่นอนไม่หลับ? ทารกบางคนพอง่วงแล้วจะร้อง เพราะเขายังไม่สามารถปรับตัวเองให้หลับได้
ถ้าเช็กแล้วว่าให้นมแล้ว ผ้าอ้อมก็แห้ง อุณหภูมิก็โอเค แต่ลูกยังร้องอยู่ อาจถึงเวลาลองใช้วิธีอื่นๆตามนี้ ช่วยปลอบเขาดูนะคะ 

การอุ้มแนบอกให้ลูกได้ยินเสียงหัวใจคุณ ให้เขารู้สึกถึงไออุ่นและความปลอดภัย บางครั้งการเดินไปมาเบาๆ พร้อมกับเต้นตามจังหวะการเต้นของหัวใจแม่ (ประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที) เป็นจังหวะที่คุ้นเคยสำหรับทารกจากช่วงในครรภ์ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้
สร้างสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา ก็ช่วยได้มากนะคะ โดยการห่อตัวลูกด้วยผ้าอ่อนนุ่มให้รู้สึกมั่นคง (swaddling) แต่ไม่แน่นเกินไป จากนั้นอุ้มในท่าที่ท้องน้อยของเขาแนบกับแขนของคุณ ความอบอุ่นและแรงกดเบาๆ ที่ท้องอาจช่วยบรรเทาอาการไม่สบายท้องได้
เสียงขาวหรือ White noise อย่างพวกเสียงพัดลม เครื่องดูดฝุ่น คล้ายกับเสียงเลือดไหลเวียนที่ทารกได้ยินตอนอยู่ในครรภ์! คุณอาจจะแปลกใจที่พบว่าเสียงดังเบาๆ กลับปลอบโยนลูกได้ดีกว่าความเงียบสงัด (ซึ่งบางครั้งเสียง noise เหล่านี้ก็ทำให้ผู้ใหญ่หลับด้วยเช่นกันค่ะ)
อีกขั้นที่แม่ๆอาจจะไม่เคยนึก คือ การสร้างสิ่งเร้าใหม่! 
แปลกแต่จริงค่ะอย่างที่เวลาเด็กร้องไห้ พ่อแม่ชิงร้องดังกว่า หรือ ร้องเพลงเสียงดังแทน เพราะ การสร้างสิ่งเร้าที่จัดใหญ่กว่า กลับทำให้เด็กตะลึง! ต้องใช้เวลาประมวลผล จนลืมสาเหตุที่ร้องไห้แต่แรกไปเลย หรือ พาลูกออกไปนอกบ้าน ให้เห็นต้นไม้ แสงแดด ได้ยินเสียงนกร้อง ทำให้พวกเขาหยุดร้องเพราะกำลังสนใจสิ่งแปลกใหม่รอบตัวแทนก็ได้นะคะ  

รับมือกับลูก1ขวบที่ร้องกรี๊ดเอาแต่ใจ
เด็กวัยนี้อาจร้องกรี๊ดเพราะต้องการสื่อสารหรือแสดงความไม่พอใจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองควรจะเริ่มสอนให้ลูกรู้จัก จัดการอารมณ์ของตัวเอง ค่อยๆ ฝึกให้เข้าใจว่าการเรียกร้องด้วยการร้องไห้เสียงดัง ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม 

ใช้คำพูดง่ายๆ: สอนให้เด็กบอกความต้องการด้วยคำพูดหรือท่าทางแทนการร้อง
ให้ทางเลือก: "หนูจะเล่นตุ๊กตา หรือ อ่านหนังสือดี?" ช่วยให้เด็กรู้สึกมีอำนาจในการเลือก
ตั้งขอบเขตชัดเจน: หากร้องเพราะเอาแต่ใจ พูดด้วยเสียงนุ่มแต่หนักแน่นว่า "แม่เข้าใจว่าหนูอยากได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้นะ"
การรับมือของคุณพ่อคุณแม่ คือ การดูแลตัวเอง
ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อต้องเผชิญกับเสียงร้องของลูกทั้งวันโดยเฉพาะเมื่อลูก1ขวบร้องไห้ไม่ยอมนอน อาจทำให้คุณรู้สึกหมดแรง เครียด หรือหงุดหงิดได้ แต่สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเมื่อตัวคุณสงบและมีพลังมากพอ ก็จะสามารถดูแลลูกได้ดี มีสติในการจัดการมากขึ้น
และที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเหนื่อยหรือหงุดหงิดแค่ไหน อย่าไปหงุดหงิดลงที่ลูกเด็ดขาด เพราะ เด็กไม่รู้ว่าจะจัดการอารมณ์อย่างไร เขาเลยมีเท่าไหร่ ปล่อยมาทั้งหมด จำไว้ว่าการร้องไห้ของลูกเป็น ส่วนหนึ่งของพัฒนาการ และคุณกำลังทำดีที่สุดแล้ว เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีควบคุมอารมณ์ตัวเอง และทุกอย่างจะดีขึ้นตามเวลา เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนะคะ

Related Content
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy